ไอสไตน์พูดว่า พระเจ้าไม่ได้ ทอยเต๋า
ส่วนผมเชื่อ พระเจ้าจากเรื่อง บังเอิญ
บังเอิญ วันนั้น
เป็นบ่ายวันอาทิตย์ที่ผมไปเดินเซ็นทรัลลาดพร้าว ไม่ได้มีเป้าหมายอะไร ก็แค่การไปเดินห้าง ถึงอย่างนั้น มันก็จะมีสถานที่หนึ่งที่เด็กๆผู้ชายน่าจะชอบไป มันเป็นการ window shopping แบบเด็กผู้ชาย หมุดหมายนั้นคือ “ร้านเกม”
ในที่นี้หมายถึงร้านที่มีเครื่องเกมคอนโซลวางเป็นกล่องๆ และ ขายแผ่นเกม แบบถูกกฏหมาย หน้าร้านมักมีเดโมเกม ทีเซอร์เกม ฉายบนจอใหญ่ๆให้ดู นั่นแหละ ไม่ได้ไปซื้อหรอก ก็แค่จะแวะไปผ่านตาดูสักหน่อย
บังเอิญ ที่หน้าร้านเกม
มีโปสเตอร์โฆษณาเกม แปะอยู่หน้าร้าน เป็นเกมของนักพัฒนาเกมชาวไทย แนวต่อสู้แบบ Street Fighter เอามาทำเป็นธีมไทย แต่ที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ตัวเกม มันอยู่ที่กิจกรรมส่งเสริมการขาย
กล่าวคือ ใครซื้อเกมนี้จะมีการจับฉลากชิงรางวัล
รางวัลที่หนึ่งคือ Xbox 360 (ตอนนั้นมาแรงมาก)
รางวัลที่สองคือ Wii
รางวัลที่สามคือ … น่าจะ psp
บังเอิญ ว่าผมอยากได้ xbox
แต่เงินเดือนเฟิร์สจ็อบเบอร์ในตอนนั้น กับราคาเครื่องเกมนำเข้ามันไม่สัมพันธ์กัน เราจึงได้แต่มองและจิ้น เป็นวินโดว์ชอปปิ้งไปเรื่อยๆ แต่!! ถ้าแค่ซื้อแผ่นเกมคนไทยราคาไม่กี่ร้อย แล้ว ไปลุ้นเอา มันก็น่าลองป่าววะ!!!
แต่เผอิญว่า ผมเป็นคริสต์!!!
ผมที่โตมาในครอบครัวคริสเตียน ที่คุณพ่อสอนอย่างเข้มข้นไม่ให้พึ่งเรื่อง “ดวง” “โชค” แต่เชื่อเรื่อง “พระพร” “พระคุณ” “พระเมตตา” ว่าพระเจ้าเป็นผู้มอบให้ เราควรที่จะ “พึ่งพระเจ้า” ต่างหาก ซึ่งเรื่องนี้กลายมาเป็นหลักการอันหนักแน่นของความเชื่อในครอบครัวผม จนการที่จะพูดว่า
“ขอบคุณพระเจ้าที่ไปซื้อหวยแล้วถูกรางวัล”
สำหรับกรอบความเชื่อของผมแล้ว มันไม่ต่างจากการที่ลูกไปขอเงินพ่อ เพื่อจะเอาไปเล่นพนัน
แล้วเราก็คิดแทนพ่อไปเองเลยว่า พ่อที่ไหนจะให้ นี่ไม่เม้คเซ้นท์เลย ที่จะขออะไรแบบนี้
แต่ ตอนนี้ ความไม่เมคเซ็นท์นั้นกำลังต่อสู้กันในหัวผมเช่นกัน
หลักการนี้ทำให้ผมรู้สึกผิดถ้าจะชิงโชค แต่ในขณะเดียวกัน xbox นั้น ผมก็อยากได้….
เพื่อความแฟร์ที่จะไม่รู้สึกผิด และ เป็น ศาสนิกที่ดี
….ผมจึงอธิษฐาน….
หลับตา และ บอกกับพระเจ้าที่หน้าร้านนั้นว่า
…
“ผมรู้ว่ามันผิด ที่อยากเสี่ยงดวง แต่ ถ้าได้รางวัลที่หนึ่ง ( xbox ) ผมจะไม่ชิงโชคอีกเลยครับ!!! “
…
ว่าแล้วผมก็กำเงินซื้อแผ่นเกมคนไทย เขียนชื่อทิ้งลงกล่องชิงโชค และ กลับหอพัก
ผมเลือกทางที่ไม่เมคเซ้นท์นั้นเอง
แล้วก็กลับไปรู้สึกผิด เพราะมันขัดกับสิ่งที่ผมเชื่ออยู่พอควร
อ่าวนี่เราไม่ใช่คริสเตียนที่ดีหรือเปล่าวะ เราไปลุ้นเรื่องดวง แต่มาขอพระเจ้านี่นะ
พระเจ้าคงไม่สนเรื่องเล็กๆแบบนี้หรอก อธิษฐานขอโทษพระเจ้า ( ประมาณสารภาพบาป )
ว่าจะไม่ทำอีกแล้ว…
แล้ว เวลาก็ผ่าน นานอยู่หลายเดือน
นานพอจนความรู้สึกผิดนั้นหาย
แม้แต่ความรู้สึกว่าอยากจะได้เครื่องเกมก็ยังหายไปด้วย ทว่า…
บังเอิญ มีเบอร์แปลกๆโทรเข้ามา
“คุณนริศครับ” ปลายสายเรียกชื่อผมถูก
“คุณถูกรางวัลครับ” แว่บแรกผมคิดว่านี่คุณเอ็งเป็นสแกมเมอร์แน่ๆ จนเกือบจะวางสาย
“เดี๋ยวครับ อย่าเพิ่งวาง คือ หลายเดือนก่อน คุณซื้อเกมไป….”
…เกม…
ผมจำได้ทันทีว่าไปทำอะไรไว้ แต่เอ๊ะ!!? ผมถูกรางวัลเหรอ
และ ผมก็จำคำอธิษฐานได้ เฮ้ย!! แบบนี้เรียกว่าขอพระเจ้าตอบคำอธิษฐานเหรอ
ได้ไง!!
“คุณนริศครับ!! ยังอยู่ในสายหรือเปล่า คุณจะรับของรางวัลไหมครับ”
แต่ก่อนผมจะทันได้ตอบรับ
บังเอิญ แบตโทรศัพท์ หมด……….
เผอิญว่าไม่อยู่บ้านซะด้วย
ระหว่างทางกลับบ้าน หลายชั่วโมงที่ผมครุ่นคิด
มโนธรรม และ หลักการ ต่อสู้กัน
ระหว่าง ของรางวัล และ การเป็นคริสเตียนที่ดี
ถ้าตามหลัก Logic คริสเตียน(ของผม) ทุกอย่างพระเจ้ามอบให้ แต่ทำไมเราถึงได้ ถ้าเราขอไม่ถูก แบบไปพึ่งดวงอะไรแบบนี้ ครั้นจะให้พูดว่า “ขอบคุณพระเจ้าที่ผมสุ่มจับรางวัลได้” ก็รู้สึกพูดไม่ได้เต็มปาก แต่มันก็ไม่ใช่หวยป่าวนะ คงไม่เป็นไรมั๊ง!! ก็จะรู้สึกเข้าข้างตัวเองไปหน่อย
หรือ คิดมากไป
มันยังไง ต้องคิดยังไง
หรือ ทั้งหมดเป็นแค่เรื่อง
“บังเอิญ”
แบตถูกเติมให้เต็มผมรีบโทรกลับทันที
“รับครับ” ผมบอกปลายสาย
“อ้อ คุณนริศ ที่ถูกรางวัล ยินดีด้วยนะครับ คุณ….. ”“ ได้รางวัลที่ 2 ”
วินาทีนั้นเป็นความรู้สึกดีใจปนผิดหวัง ได้รางวัลก็จริง แต่นั้นไม่ได้อย่างที่หวังใจ
เอานะ ผมปลอบตัวเอง อย่างน้อยก็ได้รางวัลสักอัน
ก็ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าคงอยากให้เราได้ที่ 2 มั๊ง (ทำใจ)
จะได้ไม่ต้องเอาไปโม้กับใครว่าอธิษฐานขอของอะไรแบบนี้แล้วได้
อารมณ์แบบ เอาไปแค่นี้ก็พอ ก็โอเค….. คงต้องคิดประมาณนี้ ….. ขณะกำลังฟุ้งซ่าน
“คุณนริศครับ! คือ.. ยังไม่จบครับ คือว่า…” ปลายสายทำเสียงอึกอักแบบเกรงใจ
“คือ คนที่ได้รางวัลที่หนึ่ง เขามี xbox แล้ว เขาเลยอยากขอแลกกับคุณเพราะเขายังไม่มี
แต่ ถ้าไม่อยากแลกไม่เป็นไร ผมก็แค่ลองถามดูแทนเขา…”ปลายสายยังพูดไม่จบ ครั้งนี้ผมตอบทันที
“แลกครับ”
.
.
……………………….
พระเจ้าไม่ทอยลูกเต๋า
.
.
.
คำติดหูที่หยิบยืมมาเพราะมันฟังดูเกี่ยวกับการชิงโชค ดวง และ ความไม่มีเหตุผล
ผมลองให้ ai ช่วยคิดง่ายๆ สมมุติว่า การจับฉลากแบบ 100 คน จะมีโอกาสได้รางวัลเท่าไหร่
“1% สำหรับรางวัลที่หนึ่ง และ 1.01% สำหรับรางวัลที่สองครับ” ai ช่วยตอบ
คุณอยากให้ผมยกตัวอย่างเกี่ยวกับ “แมวของชโรดิงเจอร์” ที่ไอสไตน์ยกมาประกอบด้วยไหมครับ…
ยังๆๆๆ ขอถามต่อก่อน
สมมุติว่า โอกาส ที่คนได้ที่หนึ่ง อยากจะได้ของของคนที่ได้รางวัลที่สองหล่ะ
น่าสนใจมากครับ คุณพึ่งเปลี่ยนจากค่าทางสถิติไปสู่ จิตวิทยาและทฤษฎีเกม…
แต่ถ้า โอกาสที่คนที่หนึ่งจะอยากได้ของคนที่สอง และ ทำนองเดียวกันกับคนที่สองที่อยากได้ของของคนที่หนึ่ง มีความน่าจะเป็นอยู่ที่ 11% ครับ
แต่เรื่องพวกนี้ ถ้าคุณมองจากมุมมอง “พระเจ้าไม่ได้ทอยเต๋า” ของไอสไตน์ ทุกอย่างเกิดขึ้นได้แทบจะ 100% ครับ ถ้าคุณรู้จักทุกคน รู้จักนิสัยใจคอ และ รู้ความต้องการของผู้จับฉลากทุกคน
แต่ก็อาจมีสิ่งที่คาดเดาไม่ได้มาจากปัจจัยเรื่องความคุ้มค่า ถ้ามูลค่ามันต่างกันเยอะ คนอาจเลือกเอาไปขายมากกว่า และ ถ้าขี้อาย ถ้าคนที่อยากแลกไม่กล้าเข้ามาขอแลก โอกาสก็จะลดลงไปอีก ว่าแต่คุณถูกรางวัลนี้เหรอครับ
ใช่ และ คนที่ได้รางวัลที่หนึ่งมีของอยู่แล้ว และ เขาฝากผู้จัดมาขอแลกกับผม
โอ้โห! นี่มันคือ “สถิติที่กลายเป็นความจริง”
นี่ไม่ใช่การทอยเต๋าธรรมดาแล้วครับ แต่มันคือแจ็คพอตทางสถิติ ที่เข้าข้างคุณเต็มๆ
โอกาสที่จะเกิดขึ้นกับคุณพอดีประมาณอยู่ที่
0.00025%
“พระเจ้าอาจทอยเต๋าให้คุณได้ที่ 2 แต่ท่านก็แอบวางแผนให้ที่หนึ่งเดินมาหาคุณเอง” ai ตอบผมแบบนั้น
คิดว่านี่เป็นแค่เรื่องบังเอิญ หรือ พระเจ้ามีจริง? ผมถาม ai ต่อ
ซึ่งมันก็ตอบตามแบบของมัน
ส่วนผมก็มีคำตอบเช่นกัน
……………………….
คำตอบ
ในมุมไอสไตน์ อาจเรียกว่า นี่คือเหตุและผลของจักรวาลอันซับซ้อน ที่พาทุกเหตุการณ์มาบรรจบกันอย่างสวยงาม
ส่วนผม เหตุการณ์นี้อาจเป็นเพียงแค่ “แจ็กพอตทางสถิติ” หรือ เรียกง่ายๆว่า “บังเอิญ” ก็ได้
หากไม่มีตัวแปรสุดท้าย นั่นคือ คำอธิษฐาน
สิ่งที่ผมได้จากเรื่องนี้ ไม่ใช่การรู้สึกผิดกับการรู้สึกไม่คู่ควร หรือ การพยายามทำตัวให้คู่ควรเพื่อจะได้รับ
เพราะคำตอบไม่ได้อยู่ที่ “สิ่งของ” ที่ผมอยากได้
แต่การได้อธิษฐาน ได้ พูด แชร์ความรู้สึก อย่างจริงใจ แล้วมีการตอบสนอง
แสดงว่า มีใครฟังอยู่ และ
เขาฟังแม้เป็นเพียงแค่ความรู้สึกเล็กๆ ของคนตัวเล็กคนนึง อย่างเรา
นั่นคือ คำตอบ ที่ผมได้รับจากเรื่องนี้
……………………….
คำอธิษฐาน
“ผมรับคุณเข้าทำงานนะ แต่คุณต้องไป กรุงเทพฯ ถ้าโอเคก็ทำงานเลย” ผอ. บอก
ผมเลยได้ไปทำงาน กทม.
การไปทำงานต่างจังหวัดเป็นการเปลี่ยนสังคม ไปยังที่ที่ไม่รู้จัก และ ไม่มีเพื่อน
ชีวิตจึงมีเพียงที่ทำงาน และ กลับหอพักในทุกวัน วนผ่านเป็นวงกลม เป็นลูป เป็นปี
แรกๆไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป
ความเหงาเกิดขึ้นกินจับใจ “ทำไมผมต้องมาที่นี้” ผมถามพระเจ้า
“งานที่ผมทำก็เป็นการช่วยเหลือคนอื่นนะ แต่ทำไมตัวผมเอง กลับต้องทนเหงาแบบนี้
ผมไม่เข้าใจ” คำอธิษฐานสั้นๆที่หวังว่าใครสักคนจะได้ยิน
แม้จะไปโบสถ์ในเช้าวันอาทิตย์ แต่เพราะเราก็ไม่ได้รู้จักใครมาก จึงไปเพียงประกอบพิธีในตอนเช้า ก่อนรีบออกมา แล้วหาที่ไปต่อ ไม่อย่างนั้นคงไม่ต่างจากลูปวันทำงานซ้ำๆในทุกๆวัน ความรู้สึกเหงา อยากพาเราออกไปอยู่ท่ามกลางผู้คน สักที่
ไปห้าง!! แล้วกัน สักที่ที่ใกล้หอพักที่สุด
บังเอิญ วันนั้น
เป็นบ่ายวันอาทิตย์ ผมไปเดินเซ็นทรัลลาดพร้าว
……………………….
ทั้งหมดอาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
แต่ส่วนผมเชื่อว่า พระเจ้าไม่ได้ทอยเต๋า
และพระองค์ฟังอยู่ แม้เป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม





