30 เท่าบ้าง 60 เท่าบ้าง 100 เท่าบ้าง

30 เท่าบ้าง 60 เท่าบ้าง 100 เท่าบ้าง

30 เท่าบ้าง 60 เท่าบ้าง 100 เท่าบ้าง

 

 

“ชาวนาคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพืช ขณะที่หว่าน บางเมล็ดก็ตกตามทางและนกมาจิกกินไปหมด
บางเมล็ดตกบนพื้นกรวดหิน มีเนื้อดินน้อยจึงงอกขึ้นโดยเร็วเพราะดินไม่ลึก แต่เมื่อแดดเผาก็เหี่ยวไป
เพราะไม่มีราก บางเมล็ดตกกลางพงหนามโดนหนามงอกคลุม แต่ยังมีบางเมล็ดที่ตกบนดินดี
ซึ่งเกิดผลร้อยเท่า หกสิบเท่า หรือสามสิบเท่าของที่หว่าน ใครมีหู จงฟังเถิด”

(มัทธิว 13:18-23)

 

 

ตั้งแต่เป็นคริสเตียนมา ได้อ่านข้อพระคัมภีร์นี้ผ่านตาไม่รู้ตั้งกี่รอบ

แต่กลับไม่มีครั้งไหนเข้าใจได้ชัดเจนเท่าครั้งนี้มาก่อน

เข้าใจได้ยังไงน่ะเหรอ? ก็เมื่อต้องมาลงมือปลูกผักกินเองน่ะสิคะ

 

 

_______________

 

 

เรื่องมันเริ่มต้นที่การลาออกจากงานแบบไร้แผน

 

สิ่งที่ฉันตั้งใจหลังจากนั้นไม่มีอะไรชัดเจนและไม่มีทิศทางเอาซะเลย อย่างเดียวที่คิดไว้ว่าต้องทำให้ได้คือปลูกผักกินเอง อาจฟังดูเป็นวิถีสโลว์ไลฟ์ในฝันของคนวัยเกษียณไปเสียหน่อย แต่ตัวฉันในวัย 30 ก็ให้ความสนใจกับมันมากจริงๆ

 

ความคิดอยากปลูกผักเกิดขึ้นจากการดูโทรทัศน์รายการหนึ่ง ที่นำเสนอเกี่ยวกับสารเคมีตกค้างในพืชผักตามท้องตลาด ดูไปเรื่อยๆ ก็เริ่มจิตตก ยิ่งพอหันมองออกไปนอกบ้านก็เกิดคำถามว่า

 

“ทำไมบ้านเรามีแต่ต้นไม้ที่กินไม่ได้นะ”

 

คำถามนั้นกลายมาเป็นที่มาของหนึ่งใน ‘ภารกิจ’ หลังลาออก ซึ่งไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่าสิ่งนี้จะเปิดโลกใบใหม่ให้กับฉันในเวลาต่อมา

 

Mission Possible!! (ภารกิจที่เป็นไปได้)

 

การปลูกผักทำให้ฉันค้นพบความเพลิดเพลินในชีวิตอีกอย่างหนึ่ง (ถ้าไม่นับรังสียูวี ความร้อน เหงื่อไคล และการตกเป็นอาหารมื้อเย็นให้กับยุง) คือการได้เห็นพืชผักเจริญเติบโต ถึงแม้จะงามบ้างไม่งามบ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่สร้างความสุขเล็กๆ ในชีวิตให้ฉันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

ฉันที่จบจากระบบการศึกษามานับสิบปี กลายเป็นนักเรียนในสวนหลังบ้านตัวเองอีกครั้ง ต้องหาข้อมูลการเพาะเมล็ดเหมือนเด็กชั้นประถม รื้อฟื้นความรู้จากวิชาสปช.ว่านี่คือเกสรตัวผู้ นี่คือเกสรตัวเมีย หัดทำน้ำหมักชีวภาพสารพัดสูตรเพื่อบำรุงดิน เรียนรู้จักแมลงศัตรูพืชในรูปแบบต่างๆ กระทั่งเริ่มตระหนักว่าตัวเองต้องเปลี่ยนนิสัยให้ตื่นเช้าขึ้นกว่าเดิม ทั้งที่ก่อนหน้านี้ นิสัยการนอนตื่นสายนับเป็นยี่ห้อติดตัวฉันมาเลยทีเดียว

 

ดิน

 

สำหรับการปลูกผัก ปัจจัยสำคัญมีไม่กี่อย่าง คือ แดด ดิน และน้ำ คนทั่วๆ ไปมักจะคิดว่าการให้พืชผักเติบโตได้เราต้องให้น้ำถึง ปุ๋ยถึง เพราะนั่นจะทำให้ผักโต แต่พอมาลงมือปลูกผักเองจึงรู้ว่าสิ่งสำคัญของการรดน้ำและใส่ปุ๋ยนั้นที่จริงไม่ใช่เพื่อผัก แต่เพื่อให้ดินดีก่อน เพราะเมื่อดินดีแล้วผักจึงจะเติบโตงอกงาม

 

มีอยู่ประโยคหนึ่งที่ฉันจำมาจาก อ.ยักษ์ กูรูของวงการเกษตรอินทรีย์ก็คือ “เลี้ยงดินเพื่อให้ดินเลี้ยงพืช” เพราะดินดีเกิดจากดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูง อินทรีย์วัตถุเกิดจากการย่อยสลายของซากพืช ซากสัตว์ หรือจุลินทรีย์ที่อยู่ในดิน การย่อยสลายเกิดขึ้นเมื่อมีความชื้นสม่ำเสมอและอุณหภูมิในระดับพอดีให้พืชย่อยสลาย เกษตรกรที่เข้าใจจึงจะให้ความสำคัญกับการทำให้ดินดีมากกว่าทำให้พืชเติบโต เพราะเมื่อดินดีพืชจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรค และศัตรูพืช นั่นหมายความว่าพืชจะเติบโตได้เอง

 

ดังนั้นการทำให้ดินดีคือหัวใจสำคัญของการปลูกพืช

 

_______________

 

 

ตัดภาพมาที่คำอุปมาในพระคัมภีร์ข้อนี้อีกครั้ง พระเยซูพูดถึงเมล็ดที่ตกลงไปในดินแบบต่างๆ ทั้งดินที่มีหิน ดินที่มีวัชพืช และดินดี ซึ่งแม้จะเป็นดินดีแต่ก็มีเปอร์เซ็นต์ของการเติบโตที่ไม่เท่ากันอีก

 

ดินในที่นี้ก็คือจิตวิญญาณของเราที่จะเป็นที่ปลูกให้เมล็ดแห่งพระวจนะของพระเจ้าหยั่งรากและเติบโต แต่เราจะเป็นดินดีในระดับไหนที่จะเข้าใจพระวจนะที่ตกกระทบลงไปในหู และฝังรากลงในใจบ้าง?  เป็นดินที่มีอินทรีย์วัตถุมากพอให้พระวจนะของพระเจ้าตกลงมาหยั่งรากและเติบโตในเราได้ไหม? และมากน้อยแค่ไหน?

 

ใบไม้

วันหนึ่งขณะเดินไปรดน้ำผัก ฉันสังเกตเห็นคำว่า  “ร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง หรือสามสิบเท่าบ้าง” กับตาตัวเองว่าผักที่ปลูกอยู่ในแปลงเดียวกัน เริ่มปลูกในเวลาเดียวกัน รดน้ำ ใส่ปุ๋ยเท่าๆ กัน กลับเจริญเติบโตไม่เท่ากัน

 

สำหรับเกษตรกรมือใหม่อย่างฉันคงจะต้องศึกษาวิธีการเลี้ยงดินให้มากกว่านี้เพื่อให้พืชเติบโตได้ “100 เท่า” และ “เท่าๆ กัน” แต่ภาพนี้ได้ให้ความจริงฝ่ายวิญญาณกับฉันได้ชัดเจนทีเดียวว่าพระคำพระเจ้าที่ตกลงไปในจิตใจของคนก็เป็นเช่นเดียวกันนี่แหละ

 

ปลูกผัก

 

“ใครมีหู จงฟังเถิด”

 

ถึงจะไม่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่านี่เป็นสูตรของการเป็นดินดีไหม แต่ฉันชอบประโยคนี้ของพระเยซูมากทีเดียว การตบท้ายคำอุปมาด้วยประโยคแบบนี้ช่างดูเจ็บแสบพิลึกสำหรับคนที่เข้าใจ ย้ำ! สำหรับคนที่เข้าใจเท่านั้น เพราะทุกคนที่มีหู และได้ยินก็ใช่ว่าจะเข้าใจอย่างล้ำลึกฝ่ายวิญญาณได้กันทุกคน

 

หาใช่สักแต่เข้าใจ แต่ความเข้าใจที่ถ่องแท้ต้องเกิดจากใจที่จดจำและอยากเชื่อฟัง อย่างในลูกา 8:15 ที่ขยายความของดินดีไว้ว่า

 

“และซึ่งตกที่ดินดีนั้น ได้แก่

คนเหล่านั้นที่ได้ยินพระวจนะด้วยใจซื่อสัตย์และดีแล้วก็จดจำไว้

จึงเกิดผลด้วยความเพียร

 

สรุปสั้นๆ ก็คือการเป็นดินดีเพื่อให้พระคำของพระเจ้าเติบโตลงไปในจิตวิญญาณได้นั้น หูจะต้องเปิดออกเพื่อฟัง สมองจดจำ และจิตใจพร้อมที่จะทำตามอย่างอดทน

 

ถ้าเลือกได้  มนุษย์ส่วนใหญ่ก็มักจะอยากได้อะไรที่รวบรัด ง่าย เร็ว และเห็นผลมาก ใช่ค่ะ… ใครก็อยากจะเกิดผล 100 เท่าด้วยกันทั้งนั้นจริงไหมคะ?

 

จะมีใครรู้บ้างว่าที่จริงหัวใจมันไม่ได้อยู่ที่การเกิดผลหรือการเติบโตของพืชผัก แต่มันอยู่ที่ดิน จะมีใครบ้างที่บากบั่นเลี้ยงดินในใจของตัวเองให้พร้อมสำหรับเมล็ดแห่งพระวจนะที่จะตกลงมาเติบโต ซึ่งนั่นต่างหากเป็นหัวใจของการเติบโตฝ่ายวิญญาณ การเตรียมดินเป็นขั้นตอนที่เหน็ดเหนื่อยและใช้เวลา แต่สุดท้ายเมื่อได้ดินที่ดีมาเลี้ยงพืชแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็ย่อมดี และเหนื่อยน้อยกว่าการเตรียมดินไม่ดีแล้วพืชผักต้องมาเผชิญกับโรคหรือแมลงอีกค่ะ! คอนเฟิร์ม!

 

สิริวรรณ ภูษิตประภา / จิ๊ก

บก.ชูใจ

ผู้เขียน